News Update

News in Asia

เผยเห็ดป่า ดอกตูมอันตราย

จากกรณี ที่กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนที่เก็บหรือซื้อเห็ดป่าในช่วงหน้าฝนนี้ ให้ระมัดระวังเห็ดพิษ เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ โดยในปีนี้ พบผู้ป่วยกว่า 600 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในหน้าฝน โดยข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี แต่ละปีมีผู้ป่วยในช่วงหน้าฝนประมาณ 1,000 ราย หากไม่แน่ใจ หรือสงสัยว่าจะเป็นเห็ดพิษ ไม่ควรเก็บมาปรุงอาหาร พร้อมหลีกเลี่ยงการกินเห็ดร่วมกับดื่มสุรา

พญ.ศศิธร ตั้งสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๗ จ.ขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลการเฝ้าระวังโรค สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปีนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 13 ก.ค. 2560 พบผู้ป่วยจากการกินเห็ดพิษแล้ว 638 ราย เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 45-54 ปี รองลงมาคือ 65 ปีขึ้นไป และ 55-64 ปี ตามลำดับ จากข้อมูล 5 ปีย้อนหลังพบในช่วงหน้าฝนของทุกปี จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นิยมเก็บหรือซื้อเห็ดป่าในธรรมชาติมากิน แต่เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่กินได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะเห็ดที่อาจไม่รู้จักชนิด เมื่อนำมาปรุงเป็นอาหารร่วมกับเห็ดชนิดอื่น ก็อาจทำให้เกิดพิษได้ ซึ่งเห็ดที่เก็บได้หากเป็นเห็ดที่ยังดอกตูมอยู่จะยังแยกชนิดของเห็ดไม่ได้ว่าเป็นเห็ดมีพิษหรือเห็ดที่สามารถรับประทานได้ เช่นเห็นไข่ห่านเหลือง และเห็ดไข่ห่านขาว ทั้งสองชนิดตอนที่ยังเป็นดอกตูมอยู่ลักษณะจะเหมือนเห็ดระโงกหินทั้งขนาด ทั้งสี ยังเหมือนกันอีกด้วย
จึงขอเตือนไม่ให้เก็บเห็ดที่มีลักษณะดอกตูมมารับประทาน แม้จะเพียงดอกเดียวก็ตาม พิษของเห็ดที่รับประทานเข้าไปจะไปสะสมอยู่ในตับ ทำให้ตับวายและอาจเสียชีวิตได้ใน ๑๔ วัน เห็ดป่าในกลุ่มระโงกพิษ ซึ่งมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นต่างไปในแต่ละภาค ในภาคเหนือเรียกเห็ดไข่ห่าน เห็ดโม่งโก้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกเห็ดระโงกหิน เห็ดระงากหรือเห็ดสะงาก เห็ดระโงกตีนตัน และเห็ดไข่ตายซาก (ฮาก เป็นต้น รูปร่างทั่วไปจะคล้ายคลึงมากกับเห็ดที่กินได้โดยเฉพาะเห็ดอ่อนที่มีลักษณะเป็นก้อนกลมรีคล้ายไข่หรือดอกยังบานไม่เต็มที่ ในบางเหตุการณ์ที่มีการเสียชีวิตผู้ป่วยเก็บเห็ดมาจากที่เคยเก็บในปีก่อนๆ ซึ่งเคยกินแล้วไม่เป็นพิษ สารพิษที่พบในเห็ดสกุลนี้ที่สำคัญและมีพิษรุนแรงมากที่สุด คือ อะมาท๊อกซิน (Amanitin) และฟาโลท็อกซิน (Phalloidins) เป็นสารพิษที่ไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth